Advocacy

เรามุ่งผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เพื่อช่วยเหลือเด็กกลุ่มที่สูญเสีย และกลุ่มเด็กที่เสี่ยงต่อการสูญเสียการดูแลจากพ่อแม่ผู้ปกครอง ให้สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของตน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน

1. งานรณรงค์ด้านเด็ก หรือ Advocacy คืออะไร

งาน Advocacy เป็นงานเชิงกลยุทธ์ ที่ประกอบไปด้วยกระบวนการ และกิจกรรมต่างๆ ที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการ นโยบาย ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย  โดยมูลนิธิเด็กโสสะฯ มีจุดมุ่งหมายในการร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กที่สูญเสียและกลุ่มเด็กที่เสี่ยงต่อการสูญเสียการดูแลจากพ่อแม่ผู้ปกครองให้สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ได้ เช่น การเข้าถึงการศึกษาที่เหมาะสมตามความสามารถ การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี หรือเข้ามามีบทบาทในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะกับเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง ฯลฯ  เราคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพัฒนามาตรฐานการทำงานภายในองค์กร รวมถึงการร่วมผลักดันนโยบายกับองค์กรเครือข่ายต่างๆ

2. งานรณรงค์ด้านเด็กของมูลนิธิเด็กโสสะฯ กับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ

(The Sustainable Development Goals : SDGs)

เรามุ่งทำงานเพื่อเด็กกลุ่มที่สูญเสีย รวมถึงกลุ่มที่เสี่ยงต่อการสูญเสียการดูแลจากพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางสูง มีโอกาสสูงที่จะเผชิญความไม่เท่าเทียม และไม่ได้รับการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของตนอันเป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณภาพชีวิตในวัยเด็ก ซึ่งจะส่งผลต่อไปในอนาคต   โดยเป้าหมาย SDGs เหล่านี้ เป็นสิ่งที่เราพยายามผลักดันในงานของเรา เพื่อที่เด็กๆ จะได้มีวัยเด็กที่มีคุณภาพต่อไป

ขจัดความยากจน

  • เป็นสาเหตุหลักที่เด็กถูกทอดทิ้ง
  • นำไปสู่ปัญหาการหย่าร้าง และครอบครัวแตกแยก
  • เป็นปัญหาที่สร้างความเหลื่อมล้ำระยะยาว
งานของมูลนิธิเด็กโสสะฯ

โครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัว

  • ที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้กับครอบครัวในชุมชน ลดการย้ายถิ่น
  • นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาความสามารถให้ครอบครัว ชุมชน ผู้นำชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่นในการสร้างความเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้

การศึกษาเท่าเทียมและทั่วถึง

  • การขาดการดูแลจากผู้ปกครองส่งผลต่อการเข้าถึงการศึกษาโดยตรง
งานของมูลนิธิเด็กโสสะฯ

งานและบริการด้านการศึกษาของโสสะฯ

  • เด็กโสสะทุกคนได้รับการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนสำเร็จการศึกษาสูงสุดตามความสามารถ
  • มีการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า
  • ส่งเสริมเด็กที่มีศักยภาพสูงให้ได้รับโอกาสพัฒนาความสามารถตามความถนัด
  • มีสวัสดิการสำหรับเด็กอนุบาลที่ครอบครัวประสบปัญหารายได้ในชุมชน

การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

  • การมีงานทำเป็นปัจจัยป้องกันที่สำคัญของปัญหาครอบครัวแตกแยก และการทอดทิ้งเด็ก
งานของมูลนิธิเด็กโสสะฯ
  • มูลนิธิเด็กโสสะฯ ส่งเสริมการศึกษาให้กับเยาวชนจนถึงระดับอุดมศึกษา และยังมีโครงการพัฒนาทักษะอาชีพ
  • โครงการฝึกอาชีพให้ครอบครัวในชุมชน และการจัดทำบัญชีครัวเรือน อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสร้างความเข้าแข็งให้กับครอบครัว

ลดความเหลื่อมล้ำ

  • เด็กที่ขาดการเลี้ยงดูและการปกป้องคุ้มครอง มักจะถูกละเมิดสิทธิ์ และไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการต่างๆ
งานของมูลนิธิเด็กโสสะฯ
  • มูลนิธิเด็กโสสะฯ มีการดำเนินงานด้านการรณรงค์ (Advocacy) ในการผลักดันกฎหมาย นโยบายและหลักปฏิบัติเพื่อคุ้มครองสิทธิเด็ก พัฒนากลไกการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้กับเด็กที่สูญเสียการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ผู้ปกครอง
  • มีการสร้างเครือข่ายเพื่อให้เด็กได้เข้าถึงสิทธิด้านต่างๆ

สังคมเป็นสุข

  • ความรุนแรงเป็นสาเหตุหลักที่เด็กถูกแยกออกจากครอบครัว
  • เด็กที่ขาดการดูแล หรือ ถูกใช้ความรุนแรง มีแนวโน้มจะกลายมาเป็นผู้ใช้ความรุนแรงต่อไปในอนาคต
งานของมูลนิธิเด็กโสสะฯ
  • มูลนิธิเด็กโสสะฯ เรามีการอบรมให้กับเจ้าหน้าที่ในเรื่องสิทธิเด็กอย่างต่อเนื่อง
  • มูลนิธิเด็กโสสะฯ มีกลไกและเครื่องมือการปกป้องคุ้มครองเด็ก (Child Safeguarding)
  • ให้การอบรมและรณรงค์ในเรื่องความรุนแรงและสิทธิเด็ก

 

 

 

 

 

 

 

 

3. กิจกรรมรณรงค์ด้านเด็กของมูลนิธิเด็กโสสะฯ มีอะไรบ้าง

3.1 พัฒนามาตรฐานและผลักดันรูปแบบการเลี้ยงดู “ครอบครัวทดแทน” หรือ Family-Like Care ให้มีมาตรฐานสากลและมีกฎหมายรองรับ เพื่อขยายทางเลือกการเลี้ยงดูทดแทนให้กับเด็กที่ขาดการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ผู้ปกครอง ได้สามารถเข้าถึงสภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูอย่างมีคุณภาพที่เอื้อต่อพัฒนาการของเด็ก และเติบโตไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

3.2 สร้างเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ร่วมกันส่งเสริมและรณรงค์ในประเด็นสิทธิเด็ก และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กที่ต้องการการเลี้ยงดูทดแทน

3.3 การเป็นแนวร่วมกับเยาวชน ให้สามารถเข้าถึงสิทธิและพัฒนาศักยภาพของตนเอง

3.1 การเผยแพร่ “การเลี้ยงดูทดแทน” (Family liked-care) ให้เป็นที่รู้จัก

คือการเลี้ยงดูเด็กโดยผู้ดูแลที่ไม่ใช่พ่อแม่โดยกำเนิด ในระยะเวลาตั้งแต่ 1 คืนเป็นต้นไปจนถึงระยะยาว มีทั้งรูปแบบทางการและแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งในปัจจุบันมีรูปแบบที่รองรับโดยกฎหมายไทยเพียง 2 รูปแบบ ได้แก่ สถานสงเคราะห์ และครอบครัวอุปถัมภ์  โดยตามแนวปฏิบัติด้านการเลี้ยงดูทดแทนสำหรับเด็ก แห่งสหประชาชาติ (the UN Guidelines of Alternative Care) นั้น การเลี้ยงดูทดแทนควรมีหลากหลายรูปแบบ เพื่อรองรับลักษณะปัญหาและความต้องการการเลี้ยงดูที่แตกต่างกันไป  ทั้งนี้ “ครอบครัวทดแทน” หรือ Family-like Care ซึ่งมูลนิธิเด็กโสสะฯ ดำเนินการอยู่นั้น ถือว่าเป็นรูปแบบเฉพาะ ที่มุ่งเน้นให้การเลี้ยงดูเด็กที่ “สูญเสียการเลี้ยงดู” จากพ่อแม่เป็นหลัก

เป็นรูปแบบการเลี้ยงดูทดแทนที่มุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวให้กับเด็กที่สูญเสียการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ผู้ปกครอง ทั้งในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ดูแลกับเด็ก และสายสัมพันธ์พี่น้อง   โดยมีผู้ดูแลระยะยาว หรือ ที่เรารู้จักอีกในนามว่า “แม่โสสะ” ซึ่งเป็นสตรีโสด หรือหม้ายไม่มีพันธะผูกพันทางด้านครอบครัว ซึ่งจะผ่านการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติอย่างน้อย 2 ปี ให้การดูแลเด็กตลอด 24 ชั่วโมง ในลักษณะกลุ่มเล็ก (ประมาณ 8-10 คน ต่อบ้าน 1 หลัง) โดยมีลักษณะสอดคล้องกับแนวปฏิบัติด้านการเลี้ยงดูทดแทนสำหรับเด็กแห่งสหประชาชาติในหมวด Residential Care  โดยแต่ละบ้านจะมีเด็กคละเพศ คละวัย ได้รับการเลี้ยงดูด้วยการพัฒนาสายสัมพันธ์ระยะยาวในลักษณะพี่น้องชายหญิงมาตั้งแต่เด็ก คอยช่วยเหลือดูแลกัน เป็นธรรมชาติของสายสัมพันธ์ที่เอื้อถึงกันในครอบครัว ภายในบ้านจะมีพื้นที่ส่วนตัว และพื้นที่ทำกิจกรรมของครอบครัว เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องน้ำ  มีสภาพแวดล้อมภายนอกในลักษณะชุมชนหมู่บ้านเด็ก ที่มีการดูแลรักษาบรรยากาศให้เอื้อต่อพัฒนาการเด็ก มีสนามเด็กเล่น ลานกิจกรรม สนามกีฬา ฯลฯ รวมถึงมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านวิชาการ ประเพณี ศาสนา และกิจกรรมพัฒนาทักษะอื่นๆ ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และเติบโตต่อเด็กในระยะยาว

  • สายสัมพันธ์ครอบครัว – เด็กโสสะ เติบโตมาจากผู้ดูแลคนเดิมระยะยาว ที่เรียกว่า “แม่โสสะ”  พร้อมทั้งพี่น้องที่เติบโตมาในบ้านเดียวกันตั้งแต่เด็ก  สายสัมพันธ์นี้จะคงอยู่ตลอดไป แม้ว่าจะเติบโตออกจากหมู่บ้านเด็กโสสะ ไปแล้วก็ตาม
  • การศึกษาและพัฒนาทักษะสูงสุดตามความสามารถ - เด็กจะได้รับการศึกษาสูงสุดตามความสามารถ จนถึงระดับปริญญาตรี  นอกจากนี้ มีแผนการพัฒนาทักษะรายบุคคล (Child Development Plan) โดยมีการสอนพิเศษเพื่อเสริมและพัฒนาทักษะตามความสามารถและความสนใจ
  • พื้นที่เรียนรู้การพึ่งพาตนเอง – เราให้ความสำคัญกับการปลูกฝังความสามารถในการพึ่งพาตนเองตั้งแต่วัยเด็ก ผ่านการฝึกทำกิจวัตรประจำวันกับครอบครัว เช่น ทำอาหาร ทำงานบ้าน ซื้อของและบริหารค่าใช้จ่ายตามงบประมาณที่ได้รับ  ภายใต้นโยบายพิทักษ์สิทธิเด็กที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้การพึ่งพาตนเอง เช่น การไม่รับบริจาคเงินและสิ่งของให้กับเด็กโดยตรง ไม่รับการเลี้ยงอาหารกลางวัน และการให้ความเป็นส่วนตัวในบ้าน เพื่อฝึกให้เด็กไม่เป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว  และเมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่น ทางมูลนิธิเด็กโสสะฯ มีโครงการฝึกงานและพัฒนาทักษะการทำงานให้กับเยาวชน เพื่อพัฒนาศักยภาพต่อไปในอนาคต

 

3.2 การทำงานร่วมกับเครือข่าย / พันธมิตรงานรณรงค์ด้านเด็ก

กลุ่มองค์กรและนักวิชาการที่รวมตัวกันเพื่อผลักดันการนำอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ไปใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทย  โดยมูลนิธิเด็กโสสะฯ อยู่ในกลุ่ม คณะทำงานด้านการเลี้ยงดูทดแทน หรือ Alternative Care Thailand (ACT) ซึ่งเป็นกลุ่มงานที่มุ่งพัฒนาระบบการเลี้ยงดูทดแทนและงานคุ้มครองเด็กในประเทศไทย ให้เด็กสามารถเติบโตได้อย่างปลอดภัยภายใต้การเลี้ยงดูที่มีคุณภาพ


ดูเพิ่มเติม:
https://crccoalitionthailand.wordpress.com
https://alternativecarethailand.com

เป็นกลุ่มองค์กรทำงานด้านเด็ก ที่มีจุดหมายร่วมกันในการป้องกันและยุติการใช้ความรุนแรงในเด็กและเยาวชนผ่านงานรณรงค์ให้เกิดการปรับเปลี่ยนนโยบาย ซึ่งในปัจจุบันประกอบไปด้วย 3 องค์กร ได้แก่ มูลนิธิเด็กโสสะฯ , มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย และ Terre des Hommes

3.3 จัดกิจกรรมงานรณรงค์ด้านเด็ก เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพการเลี้ยงดูทดแทน

การเสริมพลังเยาวชนในครอบครัวโสสะ

เด็กและเยาวชน มีสิทธิในการแสดงออกทางความคิดและการได้รับการรับฟัง  มูลนิธิเด็กโสสะฯ เราพยายามสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนได้ฝึกสะท้อนความรู้สึกและความต้องการของตนเอง ฝึกการมีส่วนร่วมในการนำเสนอประเด็นปัญหา ฝึกคิดหาทางออกและเสนอข้อเสนอแนะ รวมถึงการได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานในชุมชน หรือ ผลักดันประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตนเอง

Displaying results 1-3 (of 5)
 |<  < 1 - 2  >  >| 
More