เสียงจากผู้บริจาคที่มาเยือนบ้านแห่งความรัก

 

คุณหริต กิตติอำพน

ผู้ให้การสนับสนุนเลี้ยงดูเด็กโสสะ

คุณพูนพิพัฒน์ ศรีสุพรรณ

ผู้ให้การสนับสนุนเลี้ยงดูเด็กโสสะ

ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ หิรัญ รดีศรี

"เรายึดหลักว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะพยายามทำให้ดีที่สุด เราถือว่าเราต้องเผื่อแผ่ให้คนที่ด้อยโอกาสด้วย เพราะเราตายแล้วเราไม่สามารถเอาอะไรไปได้ นอกจากผลของกรรม"

ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ หิรัญ รดีศรี

ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ หิรัญ รดีศรี ผู้ผ่านโลกมาเกือบศตวรรษ  คือผู้ให้ที่ไม่เคยหวังผลตอบแทนใดๆ นอกจากท่านจะมีมูลนิธิเป็นของตนเองแล้ว ท่านยังคอยสนับสนุนทุนทรัพย์ทั้งด้านศาสนา เด็ก และโรงพยาบาล เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ต้องการโอกาสเสมอมา

“เรามีมูลนิธิเป็นของตัวเองด้วย ชื่อมูลนิธิเอื้อรดี ...แต่ปกติเราก็มักนำเงินส่วนตัวบริจาคให้กับมูลนิธิที่เกี่ยวกับเด็กหลายแห่ง รวมถึงโรงพยาบาล และบริจาคเพื่อสร้างโรงเรียน ซื้อเครื่องมือแพทย์”

และด้วยจดหมายเพียงหนึ่งฉบับจากมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ ที่ถูกส่งตรงไปยังบ้านของท่าน ทำให้ท่านตัดสินใจที่จะสนับสนุนเด็กๆ ซึ่งสูญเสียบิดา มารดา ไร้ญาติมิตร ผู้รอคอยโอกาสที่สองที่จะได้มีครอบครัวเป็นของตัวเองอีกครั้ง เพื่อเติมเต็มความรักความอบอุ่นให้กับชีวิตได้เติบโตเฉกเช่นเด็กทั่วไป โดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย

คุณชรินทร์พันธุ์ อินทรสุขสันติ

“เป็นความตั้งใจอย่างหนึ่งว่าอยากทำบุญกับเด็ก อยากให้เด็กมีอนาคต เพราะว่าเด็กคือพื้นฐานของประเทศ จึงมาดูข้อมูลว่ามูลนิธิเด็กโสสะฯ มีการบริหารจัดการที่ดี มีคอนเซปต์หรือแนวคิดที่ดี เพราะที่นี่จะดูเด็กจนกระทั่งเขามีการศึกษาที่ดี สามารถจบไปทำงานเพื่อเลี้ยงตัวเองต่อไปได้ รู้สึกประทับใจกับแนวคิดตรงนี้ เลยบริจาคต่อเนื่องมาตลอด”

คุณชรินทร์พันธุ์ อินทรสุขสันติ

จากชีวิตและประสบการณ์ในวัยเด็กของ คุณชรินทร์พันธุ์ อินทรสุขสันติ ที่เป็นเพียงเด็กในครอบครัวธรรมดาคนหนึ่ง อาศัยอยู่ในบ้านที่ต่างจังหวัด ไม่มีน้ำและไฟฟ้าใช้ ความลำบากประกอบกับแรงบันดาลใจจากคุณแม่ที่สามารถตั้งตนสร้างครอบครัวด้วยตนเอง หล่อหลอมให้คุณชริทร์พันธุ์เติบโตมาด้วยความมุมานะ ขยัน และอดทน จากความมุ่งมั่นในการเรียนของเธอ ส่งผลให้คุณชรินทร์พันธุ์ได้ก้าวสู่การทำงานในบริษัทระดับแนวหน้าที่มีความมั่นคง ในขณะที่ชีวิตมีความมั่นคงและเพียงพอต่อความเป็นอยู่ เธออยากจะแบ่งปันโอกาสให้กับเด็กคนอื่นที่ด้อยโอกาสและลำบากเช่นกัน และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอรู้จักกับ มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ

เพราะการศึกษา คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เด็กๆ ได้เติบโตและมีอนาคตที่ดี ทำให้คุณชรินทร์พันธุ์มุ่งมั่นที่จะมอบโอกาสนี้ให้กับเด็กๆ มาโดยตลอด

“ถ้าเราได้ภาษาเราน่าจะมีโอกาสดีกว่าคนอื่น ใช้ชีวิตดีด้วยตัวเราเอง โดยที่ไม่เอาเปรียบใคร อยากให้น้องๆ รุ่นนี้ได้เรียนรู้ว่า ภาษา เป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีพ ฉะนั้น เวลาเราเข้าไปทำงาน หากมีภาษาที่สามารถสื่อสารกับชาวต่างชาติได้ แม้จะไม่เก่ง แต่เรากล้าที่จะสื่อสาร มันก็จะส่งเสริมให้เราก้าวหน้าในอาชีพการงานได้ ฉะนั้น ถ้าเราเกิดมาเราเลือกไม่ได้ แต่ชีวิตที่เราจะเติบโตขึ้นมาในสังคมเราเลือกได้ที่ตัวเราเอง”

คุณสุกัญญา เดชจิรธรรม

“ชอบแนวคิดในการเลี้ยงดูเด็กของมูลนิธิฯ ที่ให้การเลี้ยงดูเด็กแบบครอบครัว มีแม่ที่คอยดูแลให้ความรักความอบอุ่น โดยเด็กจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็ก ...เรารู้สึกดีที่ได้เห็นความก้าวหน้าของเด็กๆ เหมือนเราปลูกต้นไม้ แล้วเราเห็นต้นไม้เติบโต ผลิดอก ออกใบ มันทำให้เราอยากจะให้เขามากขึ้นไปอีก มันเหมือนเราได้ทำประโยชน์ให้สังคมมากขึ้น”

คุณสุกัญญา เดชจิรธรรม

กว่า 10 ปีแล้วที่ คุณสุกัญญา เดชจิรธรรม ได้ร่วมแบ่งปัน เพื่อสนับสนุนการเลี้ยงดูเด็กในครอบครัวโสสะมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิดของมูลนิธิเด็กโสสะฯ ซึ่งไม่เพียงรับเด็กที่สูญเสียบิดามารดา ไร้ญาติมิตร เข้ามาดูแล แต่ยังสร้างครอบครัวที่มีทั้งแม่ พี่น้อง และได้ใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านที่ปลอดภัย เพื่อเติมเต็มวัยเด็กอันเปี่ยมสุขให้กับพวกเขา ทำให้คุณสุกัญญาเกิดความประทับใจ และตัดสินใจที่จะสนับสนุนเด็กๆ เหล่านี้

การพัฒนาให้เด็กๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยสูญเสียโอกาส ได้มีโอกาสเติบโตขึ้นและมีชีวิตที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ต่อไปในอนาคต ไม่เพียงแค่เป็นการสร้าง “ชีวิต” ให้กับคนคนหนึ่ง แต่ยังเป็นการสร้างสังคมให้น่าอยู่และมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

“ในช่วงวัยเรียน เราต้องรู้จัก Learn and Fun คือเรียนด้วยและสนุกกับเพื่อน ใช้ชีวิตให้มีความสุขมากๆ ตอนช่วงเรียนหนังสือจะเป็นช่วงที่สนุกมาก เพราะเราได้มีเพื่อน ดังนั้น ให้เราใช้ชีวิตให้คุ้ม ซึ่งการที่เด็กทั้งเรียนด้วยและเล่นด้วย มันจะเป็นประสบการณ์ที่ดีให้กับเขาในอนาคตข้างหน้า เพราะถ้าเรียนอย่างเดียว สุดท้ายเขาจะเป็นคนมีเพื่อนน้อย แต่ถ้าเขามีสังคม ก็จะช่วยฝึกความสามารถของเขา ทำให้เขาเป็นคนที่มองโลกในแง่บวก มองโลกได้กว้างขึ้นกว่าเด็กที่อยู่ในกรอบ และพอนำไปใช้ทำงาน ก็จะช่วยส่งเสริมให้ทำงานได้ดีขึ้น การมีทัศนคติที่ดีในแทบทุกเรื่อง มองทุกอย่างให้ไม่ใช่ปัญญา นี่คือปัจจัยที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ในอนาคต  และสิ่งสำคัญที่เราคิดเสมอคือ ต้องตอบแทนสังคม ด้วยวิธีอะไรก็ตาม แต่เราต้องตอบแทนคืนสังคม นี่คือแนวคิดที่สุดท้าย ยิ่งให้ก็ยิ่งได้

คุณชัยวัฒน์ จงพัฒนากิจเรือง และคุณปิยะพร จงพัฒนากิจเรือง(แม่)

"เราบริจาคไปเพราะอยากช่วยเหลือสังคม โดยไม่ได้คาดหวังอะไรกลับมา เพราะขณะนี้เราก็พอมีอยู่อย่างไม่ลำบาก จึงอยากช่วยเหลือสังคมกลับคืนไปส่วนหนึ่ง ให้เด็กที่จะเป็นอนาคตของชาติมีชีวิตที่ดีขึ้น เราเห็นเด็กตาดำๆ ที่ไม่มีการศึกษา ไม่มีความรู้ ถ้าเด็กไม่มีความรู้ชาติก็ไม่พัฒนา เพราะฉะนั้น การที่เด็กมีวินัยที่ดี มีความรู้ ก็จะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ในอนาคตข้างหน้า"

คุณชัยวัฒน์ จงพัฒนากิจเรือง และคุณปิยะพร จงพัฒนากิจเรือง(แม่)

คุณชัยวัฒน์ จงพัฒนากิจเรือง เติบโตมากับคำสอนของ คุณปิยะพร จงพัฒนากิจเรือง ผู้เป็นแม่ ที่พร่ำสอนให้เขารู้จักยึดถือในสัจจะ คุณธรรม ความกตัญญู และความขยัน นอกจากนี้ยังต้องรู้จักเข้าสังคมให้เป็น โดยสิ่งสำคัญคือการแบ่งปันซึ่งกันและกัน ไม่เบียดเบียนคนอื่น จากคำสอนเหล่านี้หล่อหลอมให้ครอบครัว จงพัฒนากิจเรือง ก้าวสู่การเป็นผู้ให้อย่างเต็มตัวในครอบครัวโสสะ

เมื่อได้เข้ามาเห็น มาสัมผัสกับชีวิตความเป็นอยู่ภายในหมู่บ้านเด็กโสสะแล้ว ยิ่งทำให้เข้าใจมากขึ้นว่าเงินบริจาคที่ทุกท่านให้มา จะถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้าง

“ประทับใจที่ได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวโสสะ จากตอนแรกอาจจะยังมีคำถามว่ามูลนิธิฯ นำเงินเราไปทำอะไรบ้าง หรือเงินบริจาคของเราจะถึงเด็กๆ จริงหรือไม่ หลังจากได้เข้ามาสัมผัสที่หมู่บ้านเด็กโสสะ ทำให้เข้าใจว่าเงินแต่ละบาทนั้นถูกนำไปใช้ดูแลเด็กจริงๆ ในหลากหลายรูปแบบที่เขาจำเป็นต้องใช้ อีกทั้งยังรู้สึกว่าบางทีเงินที่เราบริจาคไปนั้นอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของเด็กด้วยซ้ำ ...อีกอย่างหนึ่งที่ประทับใจคือ แม่โสสะ รู้สึกนับถือน้ำใจของความเป็นแม่มากๆ ว่าเขาทำได้ขนาดนี้ ในขณะที่เราเป็นแม่ บางทีเราเลี้ยงเด็กอายุ 9 เดือน ตื่นคืนละ 2 ครั้ง เรายังเหนื่อย แต่นี่ไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่เขากลับใส่ใจและเลี้ยงดีขนาดนี้”