กุมภาพันธ์ 10 2569
แชร์เรื่องลูกมากไปหรือไม่? ความเสี่ยงที่พ่อแม่ยุคดิจิทัลอาจมองข้าม
ในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เรามักเห็นภาพและคลิปเด็กๆ อยู่เต็มหน้าฟีด ไม่ว่าจะเป็นลูกของเพื่อน ลูกดารา หรืออินฟลูเอนเซอร์ที่กำลังเป็นกระแส การเติบโตของเทคโนโลยีทำให้ "โมเมนต์ในครอบครัว" สามารถเผยแพร่สู่สาธารณะในพริบตา และกลายเป็นหนึ่งในเนื้อหาที่คนมักจะดูมากที่สุด
แต่ท่ามกลางโลกออนไลน์ที่เชื่อมต่อเราทุกคนเข้าหากันอย่างไร้พรมแดน ได้เกิดคำที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ คือคำว่า Sharenting (Sharing + Parenting) หมายถึงการที่พ่อแม่หรือผู้ปกครอง แบ่งปันภาพ เรื่องราว หรือข้อมูลส่วนตัวของลูกลงบนโซเชียลมากเกินความจำเป็น โดยที่ไม่รู้ว่าภาพที่โพสต์ลงไปจะถูกต่อต่อไปที่ใด หรือถูกนำไปใช้ในด้านใดบ้าง
แม้การแชร์จะเริ่มต้นจากความรัก ความภูมิใจ หรือความเอ็นดู แต่ผลกระทบที่ตามมาอาจเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและสิทธิของเด็กโดยตรง ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรได้รับการตระหนักมากกว่าเดิมในสังคมปัจจุบัน
![มูลนิธิเด็กโสสะ - Sharenting เมื่อลูกมีตัวตนบนโลกออนไลน์]()
Sharenting: เมื่อลูกมีตัวตนบนโลกออนไลน์
ผู้ใหญ่จำนวนมากอาจคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะโพสต์ภาพลูก แต่ลืมตระหนักถึงความจริงที่ว่าทุกโพสต์คือ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ของเด็กที่กำลังถูกเก็บบันทึกไว้แบบถาวรบนโลกดิจิทัล และเมื่อข้อมูลเข้าสู่อินเทอร์เน็ตแล้ว มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะ “ลบออกทั้งหมด” สิ่งนี้คือ Digital Footprint หรือร่องรอยของเด็กบนออนไลน์ ที่เด็กไม่สามารถเลือกเองได้ว่าจะให้มีหรือไม่
Security.org ได้สำรวจความคิดเห็นของพ่อแม่และวัยรุ่นในสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับการรับรู้และพฤติกรรม Sharenting ซึ่งก็ได้พบข้อมูลที่น่าสนใจตามคาดว่า
- พ่อแม่เกินกว่า 75% เคยแบ่งปันเรื่องราวของลูกผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นรูปหรือคลิปวิดีโอ พ่อแม่มากกว่า 80% ระบุชื่อที่แท้จริงของลูกลงบนโพสต์ มีโพสต์ที่ได้รับความยินยอมจากลูกก่อนโพสต์น้อยกว่า 25% และ 29% ของพ่อแม่ไม่เคยถามความยินยอมจากลูกก่อนทำการโพสต์
- มีประมาณ 25% ที่เปิดโปรไฟล์ของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นสาธารณะ โดยที่ 80% มีเพื่อนหรือผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียที่พวกเขาไม่เคยแม้แต่จะได้เจอหน้าในชีวิตจริง
![มูลนิธิเด็กโสสะ - คิดก่อนโพสต์: ปกป้องสิทธิเด็กในโลกออนไลน์ยุคดิจิทัล infographic]()
ผลกระทบที่หลายครอบครัวอาจไม่เคยนึกถึง
แม้ Sharenting จะดูเหมือนเรื่องเล็กๆ แต่ผลกระทบที่ตามมาอาจใหญ่กว่าที่คิด โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีล้ำหน้าและมีความเสี่ยงทางออนไลน์รูปแบบใหม่เกิดขึ้นทุกวัน
1) เสี่ยงถูกนำรูปไปใช้ในทางไม่เหมาะสม
เมื่อภาพของเด็กถูกเผยแพร่เป็นสาธารณะ บุคคลใดก็ตามสามารถเซฟ หรือนำไปใช้ต่อในบริบทที่ไม่เหมาะสมได้ ภาพของเด็กๆ อาจถูกนำไปใช้ในกลุ่มคนที่มีเจตนาซึ่งเป็นภัยคุกคาม หรือสร้างตัวตนปลอมขึ้นมา (Deep Fake)
2) ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่รู้ตัว
เด็กมีสิทธิในความเป็นส่วนตัวตามหลัก “สิทธิเด็ก” สากล แม้เขาจะยังพูดไม่ได้หรือไม่เข้าใจโลกออนไลน์ แต่ก็มีสิทธิที่จะเลือกว่าจะให้เผยแพร่ภาพหรือข้อมูลของตัวเองหรือไม่ การแชร์โดยไม่ขอความยินยอมอาจกระทบต่อความรู้สึกเขาในอนาคตเมื่อเติบโตขึ้นและเห็นตัวเองบนอินเทอร์เน็ตโดยไม่รู้เรื่อง
3) เสี่ยงต่ออันตรายจากการรู้ตำแหน่งและกิจวัตรประจำวัน
การโพสต์แบบ “เช็กอินทันที” หรือเผยให้เห็นว่าลูกเรียนที่ไหน ไปที่ใดเป็นประจำ ทำกิจกรรมเวลาใด อาจทำให้บุคคลไม่หวังดีสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น การถูกลักพาตัว หรือการถูกหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ
4) อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็ก
ภาพหรือเหตุการณ์บางอย่างที่ผู้ใหญ่เห็นว่าน่ารัก อาจเป็นเรื่องน่าอายหรือกระทบความมั่นใจของเด็กในอนาคต เช่น คลิปโดนล้อเลียน รูปตอนร้องไห้ หรือเหตุการณ์ที่เด็กไม่อยากให้ใครเห็น ไม่ว่าความตั้งใจของผู้ปกครองจะดีแค่ไหน ผลลัพธ์ต่อความรู้สึกเด็กอาจไม่เป็นไปตามคาด
5) เสี่ยงต่อการถูกกลั่นแกล้งหรือละเมิดบนโลกออนไลน์
บางครั้งภาพหรือคลิปของเด็กที่ถูกโพสต์ลงไป อาจถูกตีความไปในทางที่ผิด ถูกบูลลี่ ถูกโจมตีกลั่นแกล้งจากผู้เกลียดชังหรือผู้ที่ไม่ประสงค์ดีได้ รวมถึงการล่วงละเมิดทางออนไลน์โดยเฉพาะเรื่องเพศ ที่เรามักจะพบเจอกันบ่อยครั้ง ก่อให้เกิดการแสดงความคิดเห็นที่กระทบต่อจิตใจเด็ก
พ่อแม่ควรทำอย่างไร? แชร์ได้ — แต่แชร์อย่างรู้เท่าทัน
การปกป้องสิทธิเด็กในโลกออนไลน์ไม่ได้หมายถึง “ห้ามโพสต์ทั้งหมด” แต่คือการใช้ความระมัดระวัง และคิดให้รอบด้านก่อนจะกดแชร์
เคล็ดลับช่วยให้การแชร์ออนไลน์ปลอดภัยขึ้น
- หลีกเลี่ยงภาพหรือวิดีโอที่สุ่มเสี่ยง การแต่งกาย การแสดงกริยาที่ไม่เหมาะสม
- ไม่โพสต์ข้อมูลที่บอกตำแหน่ง (Check-in) แบบเรียลไทม์
- ไม่ลงข้อมูลส่วนตัวและเอกสารสำคัญ เช่น ชื่อ-นามสกุลจริง บัตรนักเรียน สมุดพก ชื่อโรงเรียน
- เลือกตั้งค่าความเป็นส่วนตัว (Private / Close friends) เลือกแชร์เฉพาะบุคคลใกล้ชิด
- ถามความยินยอมจากเด็ก ถ้าเขาโตพอจะเลือกได้
![มูลนิธิเด็กโสสะ - เด็กในการดูแลของมูลนิธิฯ กับ สิทธิเด็กออนไลน์]()
เพราะการปกป้องเด็กคือหัวใจของเรา
มูลนิธิเด็กโสสะฯ เห็นถึงความสำคัญของการดูแลเด็กในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัย สุขภาพกาย ใจ และสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลออนไลน์ถูกส่งต่ออย่างรวดเร็ว การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทั้งที่บ้านและบนโลกดิจิทัลจึงเป็นเรื่องสำคัญ ควบคู่กับการใช้โซเชียลมีเดียอย่างรับผิดชอบและคำนึงถึงผลกระทบระยะยาว ทั้งนี้ มูลนิธิเด็กโสสะฯ ยังขับเคลื่อนแนวคิด #SafeOnline เพื่อเสริมทักษะให้เด็กและเยาวชนรู้เท่าทันความเสี่ยงออนไลน์ ปกป้องข้อมูลส่วนตัว รับมือการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ และรู้วิธีขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญสถานการณ์ไม่ปลอดภัย เพราะการคุ้มครองเด็กในโลกยุคใหม่ ต้องเกิดจากทั้งการดูแลของผู้ใหญ่และการเสริมพลังให้เด็กปกป้องตนเองได้อย่างมั่นใจ
อ้างอิง